ต้องการหาบทความใน Knowledge Center เชิญกรอกคำค้นหา ที่นี่

12 มกราคม 2554

Energy Reform รุ่น Advanced OBD vs Premium vs Fast Tech

มีหลายคนสงสัยสอบถามกันมามากว่า Energy Reform ที่มีอยู่ 3 รุ่น แตกต่างกันอย่างไร วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันครับ

Advanced OBD : จุดเด่นคือ สามารถเชื่อมต่อ OBD ได้ ทั้ง OBD II (รถหลังปี 2000) และ OBD/CAN รุ่น STD500 และที่พิเศษเฉพาะที่มงคลออโต้แก๊ส คือ เรา upgrade หม้อต้มเป็นรุ่น Arctic 240 HP จากปกติที่มากับชุดคือ รุ่น Alaska 140 HP
Premium : จุดเด่นคือ เป็นรุ่นที่ Energy Reform ทำตลาดมาเป็นเวลานานที่สุด ใช้หัวฉีด iPlus ที่มีความแม่นยำ และทนทานสูง
Fast Tech : จุดเด่นคือ เป็นน้องใหม่ของ Energy Reform ที่ราคาไม่สูง แต่เปลี่ยนมาใช้หัวฉีด รุ่น Rail ที่เป็นรุ่นที่ใช้ร่วมกันได้ในชุดหัวฉีดยี่ห้ออื่นๆ 

Advanced OBD : รับประกันอุปกรณ์ 2 ปี, ประกันภัย 500,000 บาท ในปีแรก
Premium :  รับประกันอุปกรณ์ 2 ปี, ประกันภัย 500,000 บาท ในปีแรก
Fast Tech :  รับประกันอุปกรณ์ 2 ปี ยกเว้นหัวฉีดที่รับประกัน 1 ปี, ประกันภัย 500,000 บาท ในปีแรก

Advanced OBD : เหมาะสำหรับรถทุกรุ่น ที่ต้องการชุดแก๊สเกรด A โดยเฉพาะรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อ OBD ได้ เช่น Toyota เกือบทุกรุ่น และ Mitsubishi, Mazda, Ford บางรุ่น
Premium : เหมาะสำหรับรถทุกรุ่น ที่ต้องการชุดแก๊สเกรด A และรถยี่ห้อ Honda ซึ่งไม่สามารถเชื่อมต่อ OBD ได้อย่างสมบูรณ์ ณ ขณะนี้
Fast Tech : เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในยี่ห้อ Energy Reform แต่มีงบประมาณจำกัด หรือ ไม่ต้องการลงทุนสูงมากนัก 

Advanced OBD : ค่าติดตั้ง 33,000 บาท ( 4 สูบ ) 
Premium : ค่าติดตั้ง 31,000 บาท ( 4 สูบ ) 
Fast Tech : ค่าติดตั้ง 26,500 บาท ( 4 สูบ ) 

Advanced OBD : ใช้โปรแกรมจูนเดียวกัน และสามารถ เลือกเชื่อมต่อ OBD ให้ปรับค่าอัตโนมัติได้
Premium : ใช้โปรแกรมจูนเดียวกัน แต่ไม่่สามารถเชื่อมต่อ OBD 
Fast Tech : ใช้โปรแกรมจูนเดียวกัน แต่ ตัดตัวเลือกการตั้งค่าบางส่วนของโปรแกรม

Advanced OBD : จุดสังเกตรถที่ติดตั้งเสร็จแล้ว คือ หม้อต้ม Arctic (เฉพาะที่มงคลออโต้แก๊ส) และหัวฉีดรุ่น i-Plus
Premium : จุดสังเกตรถที่ติดตั้งเสร็จแล้ว คือ หม้อต้ม Alaska และหัวฉีดรุ่น i-Plus
Fast Tech : จุดสังเกตรถที่ติดตั้งเสร็จแล้ว คือ หม้อต้ม Alaska และหัวฉีดรุ่น Rail

Advanced OBD : ใช้เทคโนโลยีการอ่านค่า OBD มาช่วยในการปรับจูน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมล่าสุดของระบบแก๊สที่มีในไทย
Premium : ใช้เทคโนโลยีการอ่านค่า Injection Time ของหัวฉีดน้ำมันมาคำนวณ เหมือนระบบทั่วไปในปัจจุบัน
Fast Tech : ใช้เทคโนโลยีการอ่านค่า Injection Time ของหัวฉีดน้ำมันมาคำนวณ เหมือนระบบทั่วไปในปัจจุบัน

02 กันยายน 2552

ระบบหัวฉีด vs ระบบดูด จะติดระบบไหนดี

หลายคนที่คิดอยากจะติดตั้งแก๊สกับรถของตัวเอง มักมีคำถามให้ต้องตัดสินใจอยู่เสมอ ว่าจะติดตั้งระบบอะไรดี ระหว่างระบบหัวฉีด กับ ระบบดูด ทั้ง LPG และ NGV เรามีข้อสรุป ให้พอเข้่าใจ ดังนี้

ระบบหัวฉีด - ติดตั้งได้เฉพาะ รถที่ระบบการจ่ายเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด เท่านั้น โดยเฉพาะ จะต้องเป็นหัวฉีดไฟฟ้า ถ้าเป็นหัวฉีดกลไก อย่างเช่น หัวฉีด K-Jetronic ในรถ Benz รุ่นเก่าๆ ที่ลงท้ายด้วย E เช่น 190E, 300E ... จะติดตั้งระบบหัวฉีดแก๊สไม่ได้ เนื่องจากไม่มีสัญญาณไฟฟ้าที่ใช้ในการควบคุม (แต่ปัจจุบัน มีผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างสัญญาณรอบ สำหรับรถ K-Jet ทำให้สามารถติดตั้งเป็นระบบหัวฉีดได้แล้ว)
ระบบดูด - ติดตั้งได้ในรถที่ระบบการจ่ายเชื้อเพลิงแบบหัวฉีด และ แบบคาร์บูเรเตอร์

ระบบหัวฉีด - สมรรถนะการขับขี่ของรถจะใกล้เคียงกับตอนใช้น้ำมันมากกว่าระบบดูด เนื่องจากมีการเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างแก๊สกับน้ำมันในการปรับจูน โดยกล่องสมองกลของแก๊ส ( ECU ) จะอ้างอิงค่าการจ่ายของน้ำมัน ในการคำนวณการจ่ายแก๊ส
ระบบดูด - สมรรถนะการขับขี่อาจใกล้เคียงกับตอนใช้น้ำมันในบางสถานะ เช่น ถ้าตอนออกตัวดี อาจมีปัญหาตอนความเร็วปลาย เป็นต้น เนื่องจากเป็นการปรับจูนที่ค่อนข้างหยาบ

ระบบหัวฉีด - เนื่องจากเป็นการจ่ายเชื้อเพลิงหน้าห้องเผาไหม้โดยตรง จึงแทบไม่มีโอกาสเกิดการสะสมของแก๊สในท่อร่วมไอดี จนอาจเกิดเหตุการณ์ Back Fire หรือการระเบิดในท่อร่วมไอดี อย่างในระบบดูด
ระบบดูด - เนื่องจากเป็นการผสมระหว่างแก๊สกับน้ำมัน ตั้งแต่ตำแหน่งก่อนทางเข้าลิ้นปีกผีเสื้อ ดังนั้น จึงมีการสะสมของเชื้อเพลิงในท่อร่วมไอดี ซึ่งอาจเกิด Back Fire ได้

ระบบหัวฉีด - มีการเจาะท่อร่วมไอดี เพื่อฝังหัวทองเหลือง (ที่ใช้ต่อท่อไปยังหัวฉีดแก๊ส) จึงอาจถือได้ว่า มีการดัดแปลงตัวรถในเชิงกายภาพ มากกว่า ระบบดูด ที่ใส่แค่ mixer
ระบบดูด - มีการดัดแปลงหน้าห้องเครื่องน้อยกว่า เพราะใส่เพียง mixer (ยกเว้นในกรณีที่ต้องเจาะหรือตัดท่ออากาศ เพื่อใส่ mixer สำหรับรถบางรุ่น)

ระบบหัวฉีด - ในการปรับจูน ต้องใช้คอมพิวเตอร์ หรือ notebook ในการปรับจูนเท่านั้น ไม่สามารถใช้คน กับมือเปล่าในการปรับจูนเหมือนในระบบดูดได้ (ยกเว้น ระบบหัวฉีด บางยี่้ห้อ ที่ติดตั้งเสร็จแล้ววิ่งได้เลย ไม่ต้องจูน ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก)
ระบบดูด - ในการปรับจูน ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ ดังนั้น ผู้ขับขี่อาจปรับจูนเองได้ ในกรณีฉุกเฉิน

ระบบหัวฉีด - ในการใช้งาน เวลาเปลี่ยนไปมา ระหว่าง น้ำมันเป็นแก๊ส หรือ แก๊สเป็นน้ำมัน จะทำได้นิ่มนวล ไม่มีกาีรสะดุด
ระบบดูด -ในการใช้งาน อาจมีการสะดุด เวลาเปลี่ยนจากน้ำมันเป็นแก๊ส หรือ แก๊สเป็นน้ำมัน

ระบบหัวฉีด - รถที่ระบบน้ำมันมีปัญหา จนขับด้วยน้ำมันไม่ได้ ก็มักจะขับด้วยแก๊สไม่ได้
ระบบดูด - รถที่ระบบน้ำมันมีปัญหา เช่น หัวฉีดน้ำมัน หรือ Air Flow Sensor เสีย จนขับด้วยน้ำมันไม่ได้ แต่ยังสามารถขับด้วยแก๊สได้ ดังนั้น บางคนจึงติดระบบดูด เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสียของระบบน้ำมัน

ระบบหัวฉีด - เนื่องจากมีการจ่ายเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่าระบบดูด อีกประมาณ 10-20%
ระบบดูด - เนื่องจากมีแก๊สที่ผสมกับอากาศ ในส่วนท่อร่วมไอดี ต้องถูกเผาทิ้งไปในการใช้งาน จึงทำให้ค่าเชื้อเพลิงจะสูงกว่าระบบหัวฉีด

ระบบหัวฉีด - ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง สูงกว่าระบบดูด ประมาณ 1 เท่าตัว
ระบบดูด - ค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ต่ำกว่า

ระบบหัวฉีด - ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบมากกว่า นั่นคือ ต้องเปลี่ยนกรองแก๊ส ทุกปี และหัวฉีด มีราคาสูง และต้องเปลี่ยนประมาณ 100,000 กม.
ระบบดูด - ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาระบบต่ำกว่า นั่นคือ อาจต้องเปลี่ยนแผ่นไดอะแฟรม หรือ ผ้าหม้อต้ม ราคา เป็นหลัก นอกนั้นไม่ค่อยเสียหาย

ระบบหัวฉีด - มีภาพลักษณ์ที่ดีกว่า สำหรับผู้ที่ติดตั้งระบบหัวฉีด
ระบบดูด - ภาพลักษณ์ของผู้นำรถมาติดตั้งระบบดูด อาจดูด้อยกว่าในทางสังคม

21 สิงหาคม 2552

LPG vs NGV ติดอะไรดีกว่ากัน

เป็นคำถามยอดฮิต สำหรับผู้ที่กำลังตัดสินใจติดตั้งระบบแก๊ส ให้กับรถคู่ใจของตัวเอง เพราะไม่รู้ว่า LPG หรือ NGV กันแน่ที่เหมาะกับตนเอง อันนี้ Mr.LPG/NGV ขอแนะนำวิธีการพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้คือ

LPG เหมาะกับคนประเภท
1. หัวสมัยใหม่ ไม่กลัวแก๊ส เข้าใจว่า ถ้าไม่ปลอดภัย ทำไมรถแท็กซี่ใช้กันมาแสนกว่าคันแล้ว
2. เบื่อการต้องเข้าปั๊มแก๊สบ่อยๆ เพราะ LPG ถังหนึ่ง จุแก๊สวิ่งได้เป็น 200-400 กม. สำหรับถังมาตรฐาน 58 ลิตร
3. เป็นคนชอบเดินทาง ไม่ประจำเส้นทาง อันนี้ LPG หาปั๊มเติมง่าย มีทั่วไป ต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้มีเพียบ
4. ชอบลงทุนน้อยๆ ตังค์อาจไม่เยอะ หรือเยอะ แต่ไม่อยากจ่ายมาก ก็ติด LPG เพราะถูกว่า NGV เห็นๆ
5. รักชีวิตอิสระ ไม่ต้องถูกผูกมัดกับ ปตท. ติดตั้งแล้ว ไม่ต้องไปทำบ่งทำบัตรเติมก๊าซ NGV อะไรให้มันยุ่ง ติดเสร็จก็เติมแก๊สใช้ได้เลย แล้วก็ไม่ต้องมาตรวจทุกปีๆแบบ NGV หรอกนะ

NGV เหมาะกับคนประเภท
1. บ้าน หรือ ที่ทำงาน อยู่ใกล้ปั๊ม NGV เพราะเวลาจะเติม ก็ไม่ต้องหาให้ชีวิตลำบาก
2. เป็นพนักงาน Office เช้าไปเย็นกลับ อย่าเถลไถล เพราะเติม NGV ถังหนึ่ง จะได้อยู่นานหน่อย เพราะ เติมเต็มถังมาตรฐาน 70 ลิตร เติมได้ 13 กก. วิ่งได้ไม่เกิน 200 กม. สำหรับรถเครื่อง 1600
3. เป็นคนรักสงบ ไม่โลดโผน เพราะ การเดินทางออกนอกเส้นทาง ไม่เป็นที่เป็นทาง อาจหาปั๊ม NGV เติมก๊าซไม่เจอ เพราะมันก็มีน้อยอยู่แล้ว ออกต่างจังหวัด ก็อย่าหวังสูงว่าจะเจอปั๊ม NGV ยากส์
4. เป็นผู้มองการณ์ไกล เพราะ ราคา NGV ถูกกว่า LPG และจะถูกกว่าๆ นี้อีก เพราะไม่ช้าก็เร็ว LPG จะขึ้นราคา ดังนั้น ใช้ NGV ประหยัดกว่า LPG แน่นอน แต่มีข้อแม้คือ หาที่เติม NGV ให้เจอก่อนนะ
5. ชอบรถโหลด ต่ำๆ เตี้ยๆ เท่ารสนิยมตัวเอง ก็ถัง NGV หนักเป็น 2-2.5 เท่าของ LPG แน่นอน

อันนี้ต้องบอกว่า ไม่ได้มี Bias หรือลำเอียงเข้าข้างใคร แต่เป็นข้อมูลจากผู้ใช้จ๊ะ